- รู้จักเอสซีจีซี
- สินค้าและโซลูชัน
- นักลงทุนสัมพันธ์
- การพัฒนาอย่างยั่งยืน
- ชุมชนก้าวหน้า
- ข่าวและความเคลื่อนไหว

ในยุคที่การแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมรุนแรง การหยุดเดินเครื่องจักรเพียงชั่วโมงเดียวอาจหมายถึงความ เนื่องจากการผลิตหยุดชะงักส่งผลต่อ ยอดขาย การส่งมอบสินค้า และห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ในหลายอุตสาหกรรม เช่น น้ำมันและก๊าซ ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า หรือแม้แต่การผลิตสินค้า เช่น อาหารและเครื่องดื่ม ความสามารถในการเดินเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง (Reliability) และมีประสิทธิภาพสูงสุดคือ “หัวใจ” ของความสำเร็จ
SCGC ได้พัฒนา Digital Reliability Solutions (DRS) by REPCO NEX ดิจิทัลโซลูชันอัจฉริยะเพื่อยกมาตรฐานการดูแลเครื่องจักร ลดการหยุดฉุกเฉิน และบำรุงรักษาโรงงานสู่รูปแบบเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ด้วยเทคโนโลยี AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ส่งผลให้เดินเครื่องจักรได้อย่างต่อเนื่อง 100% พร้อมต่อยอดสู่การให้บริการอุตสาหกรรมภายนอก
การทรานส์ฟอร์มสู่เทคโนโลยี AI เพื่อดูแลเครื่องจักรในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของ SCGC ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นการสั่งสมประสบการณ์กว่า 4 ทศวรรษ เดิม REPCO NEX ซึ่งเป็นหน่วยงานซ่อมบำรุง (Maintenance) ให้กับกลุ่มธุรกิจ SCGC แต่หากให้ REPCO NEX ดูแล Maintenance เครื่องจักรเฉพาะในกลุ่ม SCGC เหมือนเดิมในอดีต เราจะไม่สามารถช่วยยกระดับการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศขึ้นไปได้ จึงแยกหน่วยธุรกิจออกมาจัดตั้งบริษัท REPCO NEX เพื่อให้บริการลูกค้าภายนอก ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ของเราที่สั่งสมมานาน

เดิม SCGC ใช้ระบบการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และระบบบริหารคุณภาพ ทั้ง TPM (Total Productive Maintenance) และ TQM (Total Quality Management) เพื่อเพิ่ม Reliability จาก 80% เป็นกว่า 90% แต่เพดานนี้ยังไม่เพียงพอในอุตสาหกรรมที่ต้องการการผลิตต่อเนื่อง SCGC จึงต่อยอดด้วยการพัฒนาการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) โดยอาศัย Sensors ในการตรวจวัดความถี่และสัญญาณของเครื่องจักรและประมวลผลด้วย Al Algorithm ที่ออกแบบโดยเฉพาะจาก SCGC เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า สามารถป้องกันการเสียหายก่อนเกิดเหตุจริงและเดินเครื่องจักรได้ 100%
ความสำเร็จไม่ได้หยุดอยู่แค่ภายในโรงงานของ SCGC แต่ถูกต่อยอดออกมาเป็นบริการ Digital Reliability Service Solutions (DRS) by REPCO NEX) ที่พร้อมให้บริการทุกอุตสาหกรรม จุดเด่นสำคัญอยู่ที่การผสานองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ จากการทำงานกับเครื่องจักรขนาดใหญ่กว่า 40 ปี เข้ากับความสามารถในการพัฒนาและเทรน AI จากข้อมูลจริง ทำให้โซลูชันที่ได้ไม่เพียงแม่นยำ แต่ยังตอบโจทย์การใช้งานจริงในภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม

แม้ในตลาดจะมี Sensors มากมาย แต่ Sensors ของ DRS by REPCO NEX ได้รับการออกแบบให้สามารถแยกความถี่ของสัญญาณที่ซับซ้อนออกมาได้อย่างละเอียด ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบกับ AI Algorithm เพื่อทำนายสุขภาพของเครื่องจักรอย่างแม่นยำ
“เรามี proprietary sensor ที่เราพัฒนาขึ้นเอง และจด IP เป็นกรรมสิทธิ์ของ DRS by REPCO NEX ลูกค้าไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด sensors ของเราไม่เพียงเก็บข้อมูลได้ละเอียดและแม่นยำแต่ยังช่วยให้ AI ทำนายความเสี่ยงและสภาพเครื่องจักรล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดโอกาสการหยุดการผลิตและเพิ่มความมั่นใจในการเดินเครื่องต่อเนื่อง” นายศักดิ์ชัยกล่าว

AI ที่ใช้จะเรียนรู้การทำงานของเครื่องจักร และคอยวิเคราะห์สัญญาณต่าง ๆ ที่ส่งเข้ามา ถ้า AI พบว่าเครื่องจักรบางส่วนเริ่มมีความเสี่ยงก็จะแสดงเป็นสีแดง หมายความว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นอาจใช้งานได้ไม่ถึงเดือน ต้องรีบแก้ไขหรือเปลี่ยนใหม่ ถ้าเป็นสีเหลืองใช้งานได้อีกไม่กี่เดือนแสดงว่ามีความเสี่ยงในระยะกลาง ส่วนสีเขียวก็หมายถึงใช้งานได้ตามปกติ
“สิ่งที่เราทำไม่ใช่การขาย Sensors ทั่วไป แต่เป็นการออกแบบโซลูชันเฉพาะสำหรับเครื่องจักรแต่ละประเภท เพราะทุกโรงงานมีโจทย์และบริบทต่างกัน Algorithm ที่ใช้จึงถูก tailor-made ให้เหมาะสมกับเครื่องจักรนั้น ๆ” นายศักดิ์ชัยอธิบาย
ขั้นตอนการทำงานเริ่มจาก เข้าใจโจทย์ของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า โรงงานเครื่องดื่ม หรืออุตสาหกรรมอื่น ๆ ทีมงาน DRS จะลงพื้นที่สำรวจ วิเคราะห์ critical machines และออกแบบตำแหน่งติดตั้ง Sensors ก่อนจะทำการติดตั้งระบบ พร้อมเริ่มกระบวนการเทรน AI ให้เรียนรู้พฤติกรรมจริงของเครื่องจักรในแต่ละโรงงาน

ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบที่สามารถรายงานสถานะเครื่องจักรในรูปแบบเข้าใจง่าย “เขียว–เหลือง–แดง” ลูกค้าสามารถ ดูแลระบบเอง ผ่าน dashboard ที่ให้ข้อมูลแบบ real-time หรือ ให้ทีม DRS ดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การ monitor วิเคราะห์ ไปจนถึงการเข้าไปแก้ไข onsite เพื่อให้โรงงานเดินเครื่องได้อย่างมั่นใจ
“สิ่งที่เราอยากมอบให้ลูกค้าไม่ใช่แค่การบำรุงรักษา แต่คือความนิ่งและเสถียรในการผลิต เพื่อที่ผู้ประกอบการจะได้โฟกัสกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ การลดต้นทุน และการสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาด” นายศักดิ์ชัยกล่าว
กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำในไทย: เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจาก 80% เป็น 90% ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าชั้นนำในไทยและภูมิภาค: ยืดรอบบำรุงรักษา Gas Turbine จาก 6 ปีเป็น 9 ปี ซึ่งเป็นการเพิ่มเวลาการเดินเครื่องกว่า 50% ด้วยการทำนายความเสี่ยงล่วงหน้า
© สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2565 บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)
