- รู้จักเอสซีจีซี
- สินค้าและโซลูชัน
- นักลงทุนสัมพันธ์
- การพัฒนาอย่างยั่งยืน
- ชุมชนก้าวหน้า
- ข่าวและความเคลื่อนไหว
--------------------------------------------------------------------------------------------
ความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้ก้าวข้ามยุคของพลังงานหมุนเวียนมาสู่สมรภูมิใหม่ที่ซับซ้อนกว่า นั่นคือ การจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) หรือรอยเท้าคาร์บอนของอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนผ่านเทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) และเทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) ที่ขยายตัวไปทั่วโลก ตั้งแต่โครงการขนาดยักษ์ของ Climeworks ในไอซ์แลนด์ ไปจนถึงศูนย์กลางของเทคโนโลยีดังกล่าวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ออสเตรเลียจนถึงสหรัฐฯ

เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้ง CCS/ CCUS นั้นไม่ใช่ทางออกเดี่ยว แต่คือชุดเทคโนโลยีเฉพาะทางที่ต้องใช้จัดการกับคาร์บอนจำนวนมหาศาลกว่า 2,500 กิกะตันที่สะสมในชั้นบรรยากาศมายาวนานนับแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ในภาวะการณ์ที่โลกเหลืองบประมาณคาร์บอนไม่ถึง 400 กิกะตันเพื่อรักษาเป้าหมาย 1.5°C ตามข้อตกลงปารีส การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวทั้งระบบจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป หากแต่เป็นความจำเป็นเชิงคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์
กำลังหลักของกลยุทธ์นี้คือ การดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ซึ่งเป็นเหมือน ‘ผู้คุม’ ที่คอยสกัด CO2 โดยตรงจากภาคอุตสาหกรรมหนัก โดยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยกระบวนการทางเคมีก่อนถูกปล่อยออกจากปล่องควัน เทคโนโลยีนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วและถูกใช้มานานหลายทศวรรษ โดยมีโครงการ Sleipner ของนอร์เวย์ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นแบบ ปัจจุบันเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) จึงถือเป็นทางรอดเดียวสำหรับอุตสาหกรรมหนักที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางเคมีโดยตรง
--------------------------------------------------------------------------
แม้เป้าหมายหลักคือการดักจับ CO2 ที่แหล่งกำเนิด แต่ในทางวิศวกรรมก็มี 3 แนวทางหลักให้เลือกใช้ ซึ่งแต่ละวิธีต่างมีข้อดีข้อเสียด้านต้นทุนและประสิทธิภาพที่ต้องนำมาชั่งน้ำหนัก
เมื่อดักจับ CO2 ได้แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการบีบอัดให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง ก่อนจะถูกลำเลียงผ่านท่อหรือเรือไปอัดฉีดลงสู่ชั้นหินใต้ดินที่มั่นคงในระดับลึก เพื่อกักเก็บไว้อย่างถาวร
--------------------------------------------------------------------------
เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว เรื่องราวที่แท้จริงของเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้ง CCS/ CCUS ยุคใหม่ก็ได้เปิดฉากขึ้น โดยมีแก่นของนวัตกรรมที่เปลี่ยนจาก ‘เคมี’ ไปสู่ ‘การประมวลผลเชิงคอมพิวเตอร์’
เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนกำลังถูกปฏิวัติโดยนวัตกรรมสำคัญสองอย่างที่เข้ามาแทนที่กระบวนการอุตสาหกรรมที่อุ้ยอ้ายในอดีต หนึ่งคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ย่นระยะเวลาการค้นหา ‘ตัวดูดซับ’ (sorbents) ที่ดีที่สุดจากหลายปีเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์ และสองคือวิศวกรรมแบบโมดูลาร์ที่เปลี่ยนโรงงานขนาดมหึมาให้กลายเป็นยูนิตที่ยืดหยุ่นและปรับขนาดได้เหมือน ‘ตัวต่อเลโก้’ เพื่อรองรับการติดตั้งในทุกพื้นที่และอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

‘ระบบประสาท’ ดิจิทัลอันซับซ้อนคือสิ่งที่ขับเคลื่อนโครงสร้างที่ชาญฉลาดนี้ นั่นคือ ระบบ MRV (Measurement Reporting and Verification) ที่คอยส่งข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับสถานะและประสิทธิภาพของทุกยูนิต ทำให้การทำงานเป็นอัตโนมัติและลดต้นทุนระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ และนี่คือ ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ หรือ Game Changer ที่แท้จริงสำหรับการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในยุคนี้และยุคต่อไป เพราะมันได้เปลี่ยนสถานะของเทคโนโลยีนี้จากโครงการวิศวกรรมที่ ‘เสี่ยงสูง-ต้นทุนแพง’ ไปสู่โซลูชันการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิที่ ‘เชื่อถือได้ ขยายผลดี และคุ้มกับการลงทุน’
สำหรับคาร์บอนที่สะสมในชั้นบรรยากาศตลอด 150 ปีที่ผ่านมา จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีอีกกลุ่มหนึ่งเข้าจัดการ นี่คือภารกิจของ ‘การกำจัดคาร์บอน’ (Carbon Removal)ซึ่งทำหน้าที่เหมือนหน่วยเก็บกวาดเฉพาะทางหลังจบงาน เทคโนโลยีหัวหอกในกลุ่มนี้คือ Direct Air Capture (DAC) ที่ใช้พัดลมยักษ์และฟิลเตอร์เคมีทำงานประหนึ่งเครื่องดูดฝุ่นขนาดมหึมาสำหรับชั้นบรรยากาศ เพื่อกำจัด CO2 ออกจากอากาศโดยตรง แม้จะเป็นภารกิจที่ซับซ้อนและใช้พลังงานสูงกว่าการดักจับที่แหล่งกำเนิด แต่นี่คือเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการจัดการกับผลตกค้างทางสิ่งแวดล้อมที่เกินศักยภาพของธรรมชาติจะรับมือไหว
แท้จริงแล้วผู้จัดการคาร์บอนดั้งเดิมนั้นคือธรรมชาติ ไม่ว่าจะทั้งผืนป่าและมหาสมุทร ได้ช่วยดูดซับ CO2 มาอย่างยาวนาน แต่ดังที่ มูลนิธิ ClimateWorks ระบุไว้ว่า ธรรมชาตินั้นกำลังตกอยู่ในภาวะเกินขีดความสามารถ จึงเกิดความพยายาม ‘เร่งศักยภาพ’ กระบวนการทางธรรมชาติ ตั้งแต่การปลูกป่าไปจนถึงเทคนิคใหม่อย่างการเร่งการผุพังของหิน แม้วิธีการเหล่านี้จะสำคัญ แต่ก็ยังช้าเกินไปเมื่อเทียบกับปริมาณคาร์บอนจำนวนมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งหมดนี้จึงต้องการการสนับสนุนทางเทคโนโลยีเพื่อสร้าง ‘แนวร่วม’ ที่แข็งแกร่งให้เทคโนโลยีและธรรมชาติทำงานร่วมกันในภารกิจปรับสมดุลชั้นบรรยากาศของโลก
--------------------------------------------------------------------------
ในสมรภูมิเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนของไทย SCGC กำลังสร้างปรากฏการณ์ด้วยกลยุทธ์เปลี่ยนคาร์บอนที่เคยเป็น ‘หนี้สิน’ ให้กลายเป็น ‘ทรัพย์สิน’ ที่มีมูลค่า หัวใจสำคัญก็คือการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนหมุนเวียน (Carbon-circular Economy) ที่ครบวงจรแทนที่จะพึ่งพาทางออกเดียว โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก ตั้งแต่การจับมือกับ IHI ของญี่ปุ่นเพื่อเปลี่ยน CO2 ที่ดักจับได้ให้เป็นมาทำปฏิกิริยาเคมีกับไฮโดรเจน จนได้มาเป็นโอเลฟินส์ตัวเบา และสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่น ๆ ให้สามารถหมุนเวียนนำมาใช้ในกระบวนการผลิต และช่วยลดปริมาณการใช้วัตถุดิบแนฟทาได้อีกทางหนึ่ง ไปจนถึงการร่วมโครงการกับ 2020 European Green Deal และการเป็นพันธมิตรกับ Avantium เพื่อพัฒนาและผลิตพอลิเมอร์คาร์บอนฟุตพรินต์เป็นลบ
สิ่งที่ทำให้โมเดล Circular Carbon ของ SCGC แตกต่างและทรงพลัง คือการผนวกนวัตกรรมชั้นสูงเข้ากับโซลูชันจากธรรมชาติอย่างการปลูกป่าชายเลน การเดินเกมสองขาพร้อมกัน กล่าวคือการลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัยควบคู่ไปกับการกักเก็บคาร์บอนโดยธรรมชาติ คือบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงแบบองค์รวมต่อการขับเคลื่อนการดักจับคาร์บอน และกำลังสร้างพิมพ์เขียวที่ชัดเจนให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมได้เห็นว่า การมุ่งสู่โลกคาร์บอนต่ำอย่างเต็มกำลังนั้นทำได้อย่างไร
--------------------------------------------------------------------------
แต่ถึงอย่างนั้น แนวร่วมระหว่างเทคโนโลยีและธรรมชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายข้อในทางปฏิบัติ
แม้จะต้องเผชิญความท้าทายใหญ่หลวง แต่กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์กลับกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกในโครงการนวัตกรรมนี้พุ่งขึ้นสามเท่าตั้งแต่ปี 2022 แตะ 6.4 พันล้านเหรียญ ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จะมีโครงการในลักษณะนี้ที่สามารถดักจับ CO2 ได้กว่า 430 ล้านเมตริกตันต่อปี หัวใจของแรงขับเคลื่อนนี้คือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการทำโครงการเดี่ยว แยกกันทำแบบเอกเทศ ไปสู่ ‘ฮับ’ ขนาดใหญ่ที่หลายอุตสาหกรรมใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยง ภาพสะท้อนของความสำเร็จนี้คือโครงการ Northern Lights ของนอร์เวย์ที่ต้องขยายตัวตามความต้องการ ไปจนถึงการลงทุนระดับพันล้านในอังกฤษ ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย ซึ่งกำลังร่วมกันสร้างพิมพ์เขียวของอุตสาหกรรมจัดการคาร์บอนโลกให้เป็นจริง

ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญประการแรกคือ ‘นวัตกรรมที่พลิกโฉม’ เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนนี้ได้ก้าวข้ามมิติของการกักเก็บเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเปลี่ยนคาร์บอนที่ดักจับได้ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ตั้งแต่การเสริมความแกร่งให้คอนกรีตไปจนถึงเชื้อเพลิงยั่งยืน การเปลี่ยน ‘หนี้สิน’ ให้เป็น ‘ทรัพย์สิน’ นี้เองที่กำลังปลดล็อกแหล่งทุนใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรม ปัจจัยขับเคลื่อนประการที่สองคือ ‘นโยบายที่สนับสนุน’ อย่างจริงจังจากภาครัฐ รัฐบาลทั่วโลกกำลังสร้างความแน่นอนของตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนระยะยาวขนาดใหญ่ ผ่านกรอบนโยบายที่แข็งแกร่งอย่างเครดิตภาษี 45Q ของสหรัฐฯและราคาคาร์บอนของยุโรป มาตรการเหล่านี้เข้ามาลดความเสี่ยงให้กับการเดิมพันครั้งใหญ่ และสร้างเสถียรภาพทางการเงินที่จำเป็นต่อการขยายขนาดเทคโนโลยี CCS/CCUS สู่เป้าหมาย Net Zero Emissions
__________________________________________________
ขอบคุณที่ให้ความสนใจ เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเร็ว ๆ นี้
คุณสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ทางอีเมล