- รู้จักเอสซีจีซี
- สินค้าและโซลูชัน
- นักลงทุนสัมพันธ์
- การพัฒนาอย่างยั่งยืน
- ชุมชนก้าวหน้า
- ข่าวและความเคลื่อนไหว
เราทุกคนต่างกำลังใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่สภาพอากาศของโลกแปรปรวนอย่างหนักหน่วง ซึ่งเป็นผลมาจาก โลกร้อน (Global Warming) และ โลกเดือด (Global Boiling) โดยเฉพาะในปีนี้ หน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (Copernicus Climate Change Service: C3S) ได้เผยข้อมูลว่า ในปีนี้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกนั้นร้อนขึ้นไปอีกราว 0.4 องศาเซลเซียส จากระดับสูงสุดก่อนหน้าในเดือนตุลาคมปี 2019 และพวกเขายังชี้อีกว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2024 และในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยังมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1.7 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ความพยายามจากทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันลดผลกระทบ ชะลอความรุนแรงของวิกฤต และหาวิธีหยุดยั้งสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ SCGC ผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ครบวงจรเพื่อความยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน ก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ร่วมมือหาทางออกให้กับปัญหานี้ เร่งสปีดพัฒนาเคมีภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
ในปี 2561 SCGC ได้นำจุดเด่นของตนเองจากการเป็นผู้ผลิตเม็ดพลาสติกคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรม ผนวกกับความสามารถของผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติก ร่วมกันคิดค้นและสร้างสรรค์จนประสบความสำเร็จเป็นผลิตภัณฑ์ทุ่นลอยน้ำ เพื่อใช้ประกอบและติดตั้งโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำรายแรกในประเทศไทย จากนั้นเราจึงได้ขยายแผนงานด้านธุรกิจโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำแบบครบวงจร SCGC Floating Solar Solutions เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

จุดน่าสนใจเชิงโครงสร้างของ SCG Floating Solar Solutions คือ สามารถติดตั้งได้หลายรูปแบบ ตามสภาพแหล่งน้ำและความต้องการของผู้ประกอบการ รองรับแผงโซลาร์เซลล์ได้หลากหลายยี่ห้อและขนาด นวัตกรรมนี้นอกจากตอบโจทย์เทรนด์นวัตกรรม และ Sustainability Trends แล้ว เพราะมีอายุการใช้งานได้ยาวนานถึง 25 ปี และสามารถนำทุ่นกลับมารีไซเคิลได้ นวัตกรรมนี้ยังสามารถติดตั้งได้ง่าย รวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์หนัก และสะดวกต่อการบำรุงรักษา มีแรงลอยตัวสูง เพิ่มเสถียรภาพและความปลอดภัยให้กับโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำและเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงาน SCG Floating Solar Solutions เป็นรายเดียว ที่สามารถการออกแบบและติดตั้งระบบยึดโยง เพื่อรับประกันระบบโครงสร้างลอยน้ำทั้งหมด
ตั้งแต่ปี 2561 - 2565 มีการได้ดำเนินการติดตั้ง SCGC Floating Solar Solutions ให้แก่บริษัทในเครือเอสซีจีและลูกค้าภายนอกรวมมากกว่า 54 โครงการ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 55.1 เมกะวัตต์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 38,000 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนวัสดุกลับมาใช้ใหม่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เอสซีจีจึงมีนโยบายส่งเสริม Waste Management โดยเริ่มจากพนักงานภายในสำนักงานใหญ่บางซื่อ ภายใต้ชื่อ “บางซื่อโมเดล” ผ่านการใช้ให้คุ้ม (ใช้ทรัพยากรหรือสิ่งของที่มีให้คุ้มค่า ซึ่งหลายอย่างเราสามารถใช้ซ้ำได้) แยกให้เป็น (คัดแยกขยะหรือสิ่งที่ต้องการทิ้งให้ถูกประเภท เพื่อความง่ายต่อการนำไปจัดการ) ทิ้งให้ถูก (ทิ้งให้ลงตามสีของถังในแต่ละประเภทที่แตกต่างกัน เพื่อให้นำกลับไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุด) และหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (นำทรัพยากร หรือขยะที่ผ่านการคัดแยกให้ถูกประเภท กลับมาชุบชีวิต ให้สามารถใช้งานได้อีกครั้ง)
จากโมเดลดังกล่างนำไปสู่การขยายผลอย่างเป็นรูปธรรมให้กับชุมชนโดยรอบโรงงานของ SCGC เมื่อต้นปี 2562 โดยมีชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง ได้แก่ ชุมชนโขดหิน 2 ชุมชนโขดหินมิตรภาพ ชุมชนเขาไผ่ วัดโขดหิน โรงเรียนวัดโขดหินมิตรภาพที่ 42 และธนาคารขยะชุมชนเขาไผ่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของโครงการ ชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ
มีการดำเนินงานครอบคลุม 65 ชุมชน 10 วัด 11 โรงเรียน 2 โรงพยาบาล 1 โรงแรม และ 3 กลุ่ม ประมง ซึ่งใช้แอปพลิเคชัน “คุ้มค่า” (KoomKah) ที่ SCGC พัฒนาขึ้นมาช่วยชุมชนบริหารจัดการธนาคารขยะ ปัจจุบันมีธนาคารขยะ 13 แห่ง มีสมาชิกธนาคารขยะทั้งหมด 3,785 บัญชีมียอดสะสมขยะรีไซเคิลที่เข้าสู่ระบบกว่า 240 ตัน ช่วยลดปริมาณการฝังกลบขยะและเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 480,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์

SCGC ได้ขยายผลโครงการชุมชน LIKE (ไร้) ขยะ สู่นักเรียนในโรงเรียนด้วยโครงการ “ถุงนมกู้โลก” เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม เด็กรุ่นใหม่ให้ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า โดยรวบรวมถุงนมโรงเรียน เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกใหม่ เช่น เก้าอี้ กระถางต้นไม้
ปัจจุบันมีโรงเรียนสนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 1,850 โรงเรียน และเก็บถุงนมได้จำนวน 1,600,000 ถุง น้ำหนักรวม 6,400 กิโลกรัม (6.2 ตัน) กลับมารีไซเคิล
SCGC เชื่อมั่นว่า การบริโภคอาหารที่มีคุณภาพเยี่ยมภายใต้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสอดรับกับ Sustainability Trends ของโลก จะช่วยตอบโจทย์ทั้งในเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร (Food security) ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular economy) เราจึงใช้ความเชี่ยวชาญด้าน Green Innovation มายกระดับบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารให้มีคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย บนมาตรฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เมื่อเร็ว ๆ นี้ SCGC ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุน (Joint venture) กับกลุ่มบริษัท Braskem (บราสเคม) ผู้นำด้านพลาสติกชีวภาพระดับโลกจากประเทศบราซิล จัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ โดยเราตั้งเป้าผลิต เอทิลีนชีวภาพ (Green-Ethylene) จากเอทานอลที่ใช้ผลิตผลจากภาคเกษตร 200,000 ตันต่อปี แทนเอทิลีนจากฟอสซิลด้วยเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เอทิลีนชีวภาพนี้จะถูกนำไปผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพ หรือ Green-PE (Green-Polyethylene) ที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลบ (Negative carbon footprint) สามารถรีไซเคิลได้เช่นเดียวกับพอลิเอทิลีนทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง ESG ของ SCGC และนโยบายเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย

เรายังได้จับมือร่วมกับ Prepack (พรีแพค) และPFP (พีเอฟพี) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแช่แข็งรุ่นใหม่ที่สามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้ นวัตกรรมที่ตอบ Sustainability Trends ดังกล่าวก็คือ การผลิตฟิล์มแบบดึงยืด 1 ด้าน (MDOPE film) จากเม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีน SCGC™ HDPE H619F ให้เป็นฟิล์มที่มีคุณสมบัติพิเศษในด้านการทนความร้อนสูง สามารถใช้เป็นชั้นพิมพ์ (Printing Layer) แทนวัสดุเดิมคือ ฟิล์มไนลอน (BOPA หรือ Nylon Film) สู่การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวให้มีโครงสร้างเป็นพลาสติกชนิดเดียวกันทั้งชิ้น (Mono Material) เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่ใช้โครงสร้างจากพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีนทั้งชิ้นนี้ จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 40%*
SCGC เล็งเห็นเทรนด์การเติบโตของธุรกิจยานยนต์ จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรคิดค้นพัฒนาเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษที่ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ โดยแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเด่นทั้งในด้านความคงทน แข็งแรง และมีน้ำหนักที่เบาลง
เราได้พัฒนาเม็ดพลาสติก SCGC™ PP P765J ที่มีคุณสมบัติทนทานต่อแรงกระแทกสูงเป็นพิเศษ (Ultra-high impact resistance) และสามารถไหลตัวได้ดี (High flow) ยืดตัวได้มากขึ้น (High elongation) และมีความเหนียว ไม่หักเปราะหรือแตกง่าย (Ductile) เหมาะสำหรับใช้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในส่วนที่มีโอกาสรับแรงกระแทกสูงอย่างแผงประตูด้านข้างรถยนต์ (Door trims) กันชนหน้า-หลัง (Front-rear bumper) และแผงควบคุมคอนโซลรถยนต์ (Instrumental panel) ที่แม้จะเป็นการใช้งานภายในรถ แต่ก็มั่นใจได้เรื่องความปลอดภัยระหว่างการใช้งาน เพราะเม็ดพลาสติกชนิดนี้มีสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในระดับต่ำ (Low VOCs) และอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

SCGC ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรพัฒนาเม็ดพลาสติก SCGC™ PP P1085J ที่มีค่าอัตราการไหลของพลาสติก หรือ Melt Flow Rate ที่สูงขึ้นอย่างมาก เมื่อนำไปขึ้นรูปชิ้นงานแล้วมีความบางลงจากเดิม และยังสามารถขึ้นรูปชิ้นงานที่ขนาดใหญ่ขึ้นได้ โดยยังคงคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ของเม็ดพลาสติกเอาไว้ครบถ้วน เม็ดพลาสติกดังกล่าวยังทำให้ได้ชิ้นงานที่บางลงกว่าเดิมราว 0.5 มิลลิเมตร และลดน้ำหนักชิ้นงานพลาสติกชิ้นส่วนรถยนต์ลงได้ 10% เมื่อเทียบกับแบบเดิม แถมยังช่วยลดการเกิดริ้วรอย Defect ระหว่างการฉีดขึ้นรูป (Gate String) ทำให้ได้ชิ้นงานคุณภาพสูง แต่ใช้ปริมาณเม็ดพลาสติกในการผลิตน้อยลง ตอบโจทย์หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในแง่การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าอีกด้วย
นอกจากนี้ SCGC ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับบริษัท Denka Company Limited หรือ Denka ประเทศญี่ปุ่น เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่าย อะเซทิลีนแบล็ก (Acetylene Black) ในจังหวัดระยอง คาดว่าจะมีกำลังการผลิตประมาณ 11,000 ตันต่อปี และโรงงานสามารถเริ่มกระบวนการผลิตได้ภายในต้นปี 2568
เมื่อเดือนสิงหาคม 2565 SCGC ได้ตัวโครงการ “ปลูก เพาะ รัก” : ปลูกต้นไม้ เพาะต้นกล้า รักษาป่า สู่วิถีสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมตามแนวทางและเป้าหมายด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) เพื่อช่วยลดวิกฤติภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพนักงานจิตอาสา เดินหน้าปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น ด้วยการปลูกป่าชายเลน และป่าบก การเพาะต้นกล้าเพื่อจัดสรรให้พื้นที่ที่ขาดแคลน รวมไปถึงการปลูกป่าในใจคน ด้วยแนวคิดคนดูแลป่า ป่าดูแลคน สู่วิถีสังคมคาร์บอนต่ำตามเป้าหมายของประเทศ เพื่อโลกและสังคมที่ยั่งยืนต่อไป

เรายังได้ขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER แบบมาตรฐานขั้นสูง เรียกว่า Premium T-VER ไปยังองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ซึ่งมีเกณฑ์ในการดำเนินงานที่เข้มข้นขึ้นและเป็นมาตรฐานสากล ที่มีกระบวนการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เพื่อให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและกำหนดข้อตกลงร่วมกัน รวมถึง ต้องประเมินและป้องกันผลกระทบด้านลบ (Safeguards) ตามกฎหมาย/ข้อบังคับเพื่อไม่ให้โครงการเกิดผลกระทบด้านลบ (Do-no-net-harm) แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
SCGC คาดว่าโครงการดังกล่าวจะสามารถลดการปล่อยกักเก็บและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 6,500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี จากต้นไม้กว่า 550,000 ต้น รวมทั้งมีการศึกษาวิจัยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้สมบูรณ์ด้วยพรรณไม้และกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่สำคัญในวัฏจักรคาร์บอน (Carbon cycle) ของระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน กลายเป็นแหล่งดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ที่จะสร้างสังคมคาร์บอนต่ำให้กับประเทศไทย และส่งเสริมให้ชุมชนเกิดรายได้ตามมาอีกด้วย
SCGC ยังคงมุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเคมีภัณฑ์ ที่นอกจากจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับภาคอุตสาหกรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคมแล้ว นวัตกรรมของเรายังตอบโจทย์ Sustainability Trends ของโลก โดยช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนภูมิอากาศ (Climate Change) ที่เกิดจาก โลกร้อน (Global Warming) และ โลกเดือด (Global Boiling) ได้
ขอบคุณที่ให้ความสนใจ เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเร็ว ๆ นี้
คุณสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ทางอีเมล